เรามักพูดถึงเทรนด์ของการทำงานที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต รวมถึงการเตรียมตัว เตรียมบุคลากรขององค์กรเพื่อให้ปรับเปลี่ยนให้สามารถรับกับงานในอนาคตได้ทันเวลา แค่เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา วิกฤต Covid 19 ทำให้องค์กรถูกบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนแบบฟ้าผ่า หลาย ๆ เทรนด์สำหรับ Future Work จึงกลายมาเป็น New Normal หรือ Next Normal สำหรับองค์กรทั่วโลกเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือส่งผลให้ Future Work ปรับเปลี่ยนไป ดังนี้
.
.


1. การทำงานระยะไกล (Remote Work)


ก่อนหน้านี้เราได้ยินอยู่เสมอว่าต่อไปเทรนด์การทำงานระยะไกล หรือ Remote Work, Work from Home, Work from Everywhere จะเพิ่มขึ้น หลายองค์กรตั้งคำถามว่าจะทำได้จริงหรือ? แต่เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์หลังวิกฤต การทำงานระยะไกลก็กลายเป็นหนึ่งใน New Normal ไปซะแล้ว

แม้ว่าตอนนี้หลาย ๆ องค์กรจะเปิดให้พนักงานกลับไปทำงานได้ตามปกติแล้ว แต่ก็ยังมีหลายองค์กรที่ยังคงให้พนักงานทำงานระยะไกล หรืออย่างน้อยก็เป็นทางเลือกให้กับพนักงาน และเรารู้ดีว่ารูปแบบการทำงานจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก


2. การปรับใช้ระบบดิจิตอล (Digital Transformations)


หลายองค์กรจะพยายามนำระบบดิจิตอลเข้ามาปรับใช้ในองค์กรเนื่องจากมองเห็นแนวโน้มชัดเจนว่าระบบดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้นในไม่ช้า แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องท้าทายที่จะทำให้พนักงานยอมรับและเรียนรู้ในการใช้งาน เนื่องจากยังมองว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และเป็นภาระที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้

ด้วยสถานการณ์บังคับ กลายเป็นว่าระบบดิจิตอลกระโดดเข้ามาเป็นตัวช่วยที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการสื่อสารในองค์กรในช่วงที่ต้องทำงานระยะไกล ถึงตอนนี้ไม่ว่าพนักงานระดับไหน แผนกไหนก็สามารถใช้ Video Conference ได้แบบไม่มีอะไรกั้น เรียกได้ว่าปี 2020 กลายเป็นปีแห่ง Digital Transformations เลยทีเดียว


3. การสื่อสารภายในองค์กร (Internal Communication)


แนวโน้มการทำงานในอนาคตคือการที่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องจะวิ่งเข้ามาหาคนทำงาน เช่นเดียวกับเวลาที่เราเปิด Social Media แล้วมีข้อมูลเราสนใจรออยู่บนหน้า Feed แล้ว

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับองค์กร แต่ในที่สุดแนวโน้มนั้นก็เกิดขึ้นได้อย่างใกล้เคียงความคาดหวังในช่วงที่เริ่มทำงานระยะไกล ด้วยความพยายามอย่างที่สุดของหลาย ๆ องค์กรในการแจ้งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ ในเวลาที่ถูกต้อง ช่องทางที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความปลอดภัย ทิศทางและเป้าหมายขององค์กรในช่วงปรับเปลี่ยน แนวทางการทำงาน รวมถึงการสร้างขวัญและกำลังใจ และพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน


4. บทบาทของผู้นำ (Leadership Role)


ก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึงเทรนด์การทำงานในอนาคต บทบาทผู้นำถูกพูดถึงน้อยลง ในขณะที่เรามักจะได้ยินเกี่ยวกับ AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ มากขึ้น แต่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเราได้ยินเรื่องราว และได้เห็นบทความมากมายเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำในช่วงเวลาที่ท้าทาย ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าบทบาทของผู้นำ ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการนำองค์กรในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤต


5. การเชื่อมต่อทางสังคม (Social Collaboration)


จากที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากตื่นสาย ไม่ต้องผจญรถติด และได้ทำงานจากที่บ้าน กลายเป็นว่าพอทำงานที่บ้านติดต่อกันนานแรมเดือน จากผลการสำรวจหลายสำนักพบว่าข้อเสียประเด็นหลัก ๆ ของการทำงานจากที่บ้านก็คือ ความเหงา ความเครียด และขาดแรงบันดาลใจ เนื่องจากขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อทางสังคมมากยิ่งขึ้น พนักงานมีความต้องการการปฏิสัมพันธ์ การสื่อสารอย่างโปร่งใส ต้องการฟัง และได้รับการรับฟังเพื่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไม่ว่าจะทำงานจากที่ไหน


6. การพัฒนาทักษะและแบ่งปันความรู้ (Re-skilling and Knowledge Sharing)


แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำงาน แต่แน่นอนว่าเทคโนโลยีไม่สามารถตอบโจทย์การทำงานของมนุษย์ได้ได้ทั้งหมด A Cup of Culture ได้กล่าวถึง 7 ทักษะสำคัญสำหรับงานในอนาคตที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ จากผลการวิจัยจาก Gallup ที่ https://www.facebook.com/ACupOfCultureACOC/posts/255280779236276?__tn__=K-R

ดังนั้นนอกจากการทุ่มเทการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะของพนักงานจึงยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะทักษะทางสังคมและอารมณ์ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะกลายเป็นทักษะที่ต้องการมากกว่าที่เคย ในการเตรียมสู่งานในอนาคต


7. ช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels)


เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความทางโทรศัพท์ การ Chat ผ่าน Application ต่าง ๆ Video Conference, Intranet หรือการแชร์เอกสารผ่าน Cloud ที่ช่วยให้การสื่อสารสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่ารูปแบบการสื่อสารที่ทันสมัยเหล่านี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ระบบการสื่อสารที่มีความซับซ้อนมากเกินไปอาจทำให้เกิดความสับสน หรือกลืนกินเวลาส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการต่อต้านจากพนักงาน ทำให้การบริหารจัดการช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกลับกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่องค์กรต้องพิจารณา


8. กำลังใจความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน (Employee Morale and Wellbeing)


จากผลการสำรวจของ SHRM วิฤตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พนักงาน 1 ใน 4 เกิดความความรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง หรือไม่พอใจ ทำให้ประเด็นเรื่องกำลังใจและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานกลายเป็นสิ่งที่องค์กรความให้ความสำคัญแซงหน้าความผูกพันของพนักงาน (Engagement) และการเร่งสร้างผลผลิต (Productivity)  นอกจากนี้ยังพบว่าพนักงานเกือบครึ่งเห็นว่าสถานที่ทำงานมีผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิตโดยรวมเนื่องจากการระบาดของ Covid 19 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ตื่นตัวและสรรหาวิธีที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ทั้งในด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพ รวมถึงการสร้างกำลังใจ


9. การได้ทำงานที่มีความหมาย (Meaningful Work)


พนักงานขับเคลื่อนด้วยสำนึกในเป้าหมายร่วมเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีไปสู่ผลงานในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่พนักงาน Gen Z ที่มองว่าการได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีความหมายมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง น่าเสียดายที่พนักงานส่วนมากยังไม่รู้เป้าหมายขององค์กร และยังไม่เข้าใจว่างานของพวกเขามีส่วนต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างไร

สิ่งนี้กลายเป็นประเด็นที่องค์กรควรให้ความสำคัญ และผู้นำควรทำการสื่อสารกับพนักงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเป้าหมาย ขององค์กรและความสำคัญของการมีส่วนร่วมของพนักงาน


10. การทำงานแบบ Gig Economy


Gig Economy เป็นการทำงานในรูปแบบ part time, freelance, outsource หรืองานที่ไม่ใช่งานประจำ สำหรับผู้ที่ต้องการบริหารจัดการ work life balance ให้กับชีวิตได้มากขึ้น และไม่ต้องกังวลกับความรู้สึกปลอดภัยในการถูกจ้างหรือให้ออกจากงาน ซึ่งจากการสำรวจพบว่าการทำงานแบบ Gig Economy ในอเมริกามีแนวโน้มจะโตขึ้น 40% ในปี 2020 และจากวิกฤตที่ทั่วโลกกำลังเผชิญทำให้แนวโน้มนี้เกิดขึ้นเร็วและเติบโตแบบก้าวกระโดด

การทำงานแบบ Gig Economy ได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ทำให้องค์กรต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น


11. การปรับตัวสู่ Agility และ Innovation


เราได้ยินเทรนด์ของ Agility และ Innovation มาสักพักใหญ่ ๆ หลาย ๆ องค์กรให้ความสนใจและเริ่มปรับตัวให้เกิดการทำงานแบบคล่องตัว และสนับสนุนสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อให้ทันกับงานในอนาคต  แต่วิกฤต Covid 19 ทำให้องค์กรต้องเร่งปรับตัวมากขึ้น และเร็วขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าถ้าไม่ปรับคือไม่รอด เพื่อผลักดันให้มีความคล่องตัวมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว องค์กรจึงต้องวางแผนการบริหารและจัดการการเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ กำจัดการทำงานแบบไซโล ข้อมูลที่ผิดพลาด และเน้นการสื่อสารภายใน


12. การมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง (Organization Culture)


จากที่องค์กรคัดเลือกพนักงานเข้าทำงาน ปัจจุบันพนักงานเป็นฝ่ายเลือกองค์กรที่อยากจะทำงานด้วยมากขึ้น วัฒนธรรมองค์กรจึงมีผลกระทบอย่างมากต่อระดับความผูกพันของพนักงานและแนวโน้มนี้ดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้น วิกฤตที่ผ่านมาทำให้เราได้เห็นว่าวัฒนธรรมองค์กรจริง ๆ ของเราเป็นอย่างไร และองค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงจึงจะอยู่รอดได้

สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ขององค์กร ก็คือการสร้างวัฒนธรรมอย่างตั้งใจ บนพื้นฐานของค่านิยมจากการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อให้พนักงานรับรู้ถึงเป้าหมาย ภารกิจและการปฏิบัติในแนวทางที่สอดคล้อง รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร รับรู้ความสำเร็จร่วมกัน และพร้อมที่จะสู้ไปด้วยกันในยามวิกฤต

A Cup of Culture
.
.

ที่มาของบทความ

https://blog.smarp.com/the-future-of-work

https://www.forbes.com/sites/danabrownlee/2019/08/18/4-employee-engagement-trends-that-leaders-need-to-know/?https://hrcommunity.foleon.com/hrcommunity/future-of-work-2030/utm_source=analytics&utm_medium=foleon&utm_campaign=fow_2030#6345adc033f7

Share to
Facebook
Twitter
LinkedIn
Search

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

Search