มารู้จัก Impostor Syndrome กับอาการที่คนทำงานกว่า 82% ล้วนเคยเป็น

เคยไหมที่ประสบความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่แทนที่ตัวเราจะรู้สึกภูมิใจ กลับมีเสียงเล็ก ๆ ในหัวกระซิบว่า “ครั้งนี้โชคช่วยไว้” หรือ “ให้ใครทำ เขาก็ทำได้” ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบนี้ คุณไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพังครับ ความรู้สึกกังวลใจราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากฝีมือของตัวคุณ เหมือนว่าความสำเร็จนั้นคุณไปขโมยใครมา (แล้วกลัวว่าเขาจะจับได้) นี้เรียกว่าอาการ Imposter syndrome ซึ่งพบได้บ่อยมาก ประมาณ 70% ของผู้คนเคยเผชิญความรู้สึกแบบนี้ในบางช่วงของชีวิต⁣⁣⁣


ย้อนหลังกลับไปในปี 1978 หรือกว่า 50 ปีที่แล้ว Impostor Syndrome หรืออีกคำเรียกหนึ่งว่า impostor phenomenon ถูกบัญญัติขึ้นโดยสองนักจิตวิทยาในสมัยนั้นนามว่า Pauline และ Suzanne ซึ่งให้คำจัดกัดความว่าเป็นความรู้สึกภายในว่าเราไม่ใช่คนรู้จริง เก่งจริง (An internal experience of intellectual phoniness) แต่ที่สำเร็จได้กลับเป็นเพราะโชคช่วยมากกว่า⁣⁣⁣
⁣⁣⁣
ในหมู่คนที่มีอาการดังกล่าวเชื่อว่าพวกเขากำลังหลอกเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างให้คิดเข้าใจไปเองว่าพวกเขาฉลาดรอบรู้ เก่งและมีความสามารถ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงพวกเขาเชื่อว่าตนเองกลับไม่ได้เก่งขนาดนั้น ซ้ำยังกลัวว่าวันหนึ่งคนจะรู้ความจริงเข้า หรือภาษาบ้าน ๆ เรียกว่า “ทองลอก” ในที่สุด⁣⁣⁣
⁣⁣⁣
อาการ Impostor Syndrome นี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนตั้งแต่ CEO ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หรือเด็กจบใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ในงานวิจัยหนึ่งเปิดเผยว่ากว่า 82% ของคนทำงานรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคำสรรเสริญเยินยอที่ได้รับจากผู้อื่น⁣⁣⁣


คนที่มีอาการเหล่านี้เพราะพวกเขาไม่เก่งจริง ๆ หรือแค่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง? ก็ต้องบอกว่ามีทั้งสองแบบ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่าคือ “มีความรู้และความสามารถ” แต่กลับไม่เชื่อว่าตนเองมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน และเพื่อให้เข้าใจอาการเหล่านี้ให้มากขึ้น คุณ Valerie Young ผู้ประพันธ์หนังสือ The Secret Thoughts of Successful Women จึงได้ทำการศึกษาและค้นพบแพทเทิร์นบางอย่างที่คนเป็น Impostor syndrome มีเหมือน ๆ กัน และแบ่งประเภทของ imposter syndrome ออกเป็น 5 ประเภทดังนี้⁣⁣⁣


ลักษณะ: ที่สร้างมาตรฐานและความคาดหวังต่อตนเองไว้สูงลิ่ว ชนิดที่ว่าแม้จะสำเร็จไปแล้วกว่า 99% ก็ยังจะถือว่า 1% ที่เหลือเป็นความล้มเหลวที่รับไม่ได้และนำไปสู่การตั้งคำถามต่อความสามารถของตัวเอง⁣⁣⁣

ความคิด: “มันควรจะดีกว่านี้”, “ถ้าฉันทำไม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสดงว่ามันไม่ดีพอ”, “ฉันไม่ควรทำผิดพลาด”⁣⁣⁣

ตัวอย่าง: นักเรียนที่ได้คะแนน A เกือบทุกวิชา รู้สึกเสียใจมากเมื่อได้คะแนนต่ำลงในวิชาหนึ่ง และเริ่มสงสัยในความสามารถทางการเรียนของตัวเอง⁣⁣⁣


ลักษณะ: รู้สึกว่าต้องสำเร็จในทุกด้านของชีวิตทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว บทบาทพ่อแม่และคู่ครองที่ดี จนทำให้เกิดความกดดันและเครียดเมื่อองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง⁣⁣⁣

ความคิด: “ฉันต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยการทำงานหนัก”⁣⁣⁣

ตัวอย่าง: พนักงานที่ทำงานล่วงเวลาทุกวัน รับงานเสริม และรู้สึกไม่ดีพอเมื่อไม่สามารถตามความต้องการทุกอย่างได้⁣⁣⁣


ลักษณะ: คนกลุ่มนี้คุ้นชินกับการใช้สติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของตนเองในการทำให้ทุกอย่างสำเร็จ (และเคยชินกับความสำเร็จที่มาโดยง่าย) แต่เมื่อใดที่ต้องเผชิญความท้าทายหรือต้องใช้ความพยายามหนักขึ้นเพื่อบรรลุผล สมองจะสั่งการบอกพวกเขาทันทีว่า “ที่ต้องพยายามขนาดนี้เพราะตัวเธอยังไม่เก่งไง”⁣⁣⁣

ความคิด: “ฉันต้องประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก ไม่เช่นนั้นฉันไม่ฉลาด”, “ทำไมใช้เวลานานจัง ฉันคงไม่เข้าใจมัน”, “ถ้าฉันต้องพยายาม แสดงว่าฉันเป็นตัวปลอม”⁣⁣⁣

ตัวอย่าง: บุคคลที่มีพรสวรรค์ด้านดนตรี รู้สึกท้อแท้เมื่อพยายามเรียนรู้เครื่องดนตรีใหม่ที่ไม่ถนัด⁣⁣⁣


ลักษณะ: คนกลุ่มนี้คุ้นชินกับการทำงานได้สำเร็จด้วยตัวเองอยู่เสมอ ๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นนั่นหมายถึงฉันไม่ดีพอ เป็นการเปิดเผยความด้อยความสามารถ (แม้จะหมายถึงการต้องเผชิญปัญหาอยู่คนเดียวก็ตาม) ⁣⁣⁣

ความคิด: “การขอความช่วยเหลือหมายความว่าฉันล้มเหลว”, “ฉันต้องทำมันด้วยตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าฉันทำได้”, “ฉันไม่ควรต้องพึ่งพาใคร”⁣⁣⁣

ตัวอย่าง: สมาชิกใหม่ในทีมปฏิเสธข้อเสนอการช่วยเหลือระหว่างการปรับตัว ทำให้รู้สึกหงุดหงิดและใช้เวลานานกว่าที่ควร⁣⁣⁣


ลักษณะ: เป็นความเชื่อที่ว่า ฉันควรจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งก่อนที่จะรู้สึกพร้อม ต้องมีข้อมูลครบถ้วน ผ่านการฝึกอบรม หรือข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เสมอถึงจะมั่นใจในการลงมือทำ⁣⁣⁣

ความคิด: “จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนถามอะไรที่ฉันไม่รู้”, “มีใครสักคนต้องจับได้ว่าฉันไม่รู้”⁣⁣⁣

ตัวอย่าง: พนักงานคนหนึ่งมีความเชี่ยวชาญในงานด้านกราฟฟิค แต่เขาลังเลที่จะสมัครงานตำแหน่งใหม่ เพราะรู้สึกว่าตนเองยังต้องเรียนจบอีกหนึ่งหลักสูตรก่อนจึงจะพร้อม⁣⁣⁣



อาการ Imposter Syndrome สามารถส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและอาชีพการงานของเรา โดยเฉพาะในมิติของ ⁣⁣⁣
1) การพลาดโอกาส: ความกลัวว่าจะถูก “จับได้” ว่าไม่เก่งจริง อาจนำไปสู่การหลีกเลี่ยงการเลื่อนตำแหน่ง โครงการใหม่ๆ และโอกาสในการพูดในที่สาธารณะ⁣⁣⁣
2) การบ่อนทำลายตนเอง: การผัดวันประกันพรุ่งและความสมบูรณ์แบบสามารถขัดขวางไม่ให้เราทำงานให้สำเร็จหรือแม้แต่เริ่มทำงานที่เราสามารถทำได้⁣⁣⁣
3) อาการ Burnout: เพราะต้องคอยทำงานหนักอยู่เสมอ (ซึ่งเกิดจากความกลัวว่าคนอื่นจะหาว่าไม่เก่ง) อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและประสิทธิภาพการทำงานลดลง รวมถึงกระทบในด้านอื่นๆ ของชีวิต⁣⁣⁣
4) ผลกระทบต่อสุขภาพจิต (Mental Health): กลุ่มอาการ Imposter Syndrome แอบอ้างมักเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ความเครียด และแม้แต่ภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มมากขึ้น⁣⁣⁣



Imposter syndrome ทำให้คุณรู้สึกเหมือนตนเองทำงานไม่เก่ง แต่บ่อยครั้ง…ความรู้สึกเหล่านี้เกิดมาจาก ความรู้สึกกลัว—ไม่ใช่ความจริง วิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับกลุ่มอาการนี้คือ “การแยกความรู้สึกออกจากข้อเท็จจริง” (ข้อเท็จจริง คือ ความจริงที่สังเกตได้ มีหลักฐานประจักษ์)⁣⁣⁣


การใช้คำว่า syndrome พ่วงท้ายอาจทำให้รู้สึกว่าเป็นอาการหรือโรคที่จะกลายมาเป็นตราประทับประจำตัวที่ต้องอยู่กับเราไปตลอด แต่ความเป็นจริงอาการนี้มักอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเราต้องออกจาก comfort zone ไปลองทำอะไรใหม่ ๆ ดังนั้นแทนที่จะตีตราตัวเองว่าเป็น Impostor Syndrome อาจลองเปลี่ยนมุมมองดูใหม่ว่าเป็นความรู้สึกหวาดกลัวปกติแค่เฉพาะเวลาเราต้องลงมือทำสิ่งที่ต่างไปจากเดิมเท่านั้น และอย่าลืมชื่นชมตัวเองที่มีความกล้าเช่นนี้⁣⁣⁣


บ่อยครั้งที่ความรู้สึกไม่เก่งจริงของเราเป็นเพียงเพราะเรามองไม่เห็นความสำเร็จของตนเองอย่างประจักษ์ เราอาจง่วนอยู่กับการเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจนลืมย้อนกลับมามองว่าเราได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์อะไรเอาไว้บ้าง การจดบันทึกเป็นครั้งคราวพร้อมย้อนกลับมาทบทวนสิ่งดี ๆ ที่เราได้เคยทำไว้จึงเป็นวิธีที่ช่วยได้มาก เรามีสิทธิร้อยเปอร์เซ็นต์ในการเป็นเจ้าของความสำเร็จที่เราสร้างขึ้นมา⁣⁣⁣


ให้คิดเสมือนว่า “ความรู้สึกแบบ Impostor Syndrome คือ เพื่อนของคุณ —ที่พยายาม (ในแบบของตัวเขา) —ที่จะปกป้องคุณให้ได้มากที่สุด” ดังนั้น ในครั้งต่อไปที่คุณได้ยินคำวิจารณ์ในตัวคุณ ให้พูดเตือนเพื่อนของคุณด้วยความมั่นใจว่า “เฮ้—ดีใจที่คุณอยู่ที่นี่ ฉันจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณที่ติดตามฉัน”⁣⁣⁣


การที่คุณมีใครสักคน อาจเป็นหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานที่สนิท ที่สามารถให้คำแนะนำและการสนับสนุนที่เป็นประโยชน์แก่คุณได้ ก็จะสามารถช่วยซัพพอร์ตความรู้สึกของตัวคุณและพยายามชี้ให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งได้⁣⁣⁣
⁣⁣⁣
และนี่ก็คือ 5 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามผ่านอาการ Impostor Syndrome ได้ในที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้น หากสังเกตดูแพทเทิร์นของกลุ่มผู้มีแนวโน้มสูงก็จะเห็นว่าล้วนเป็นผู้ที่มักพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ทั้งยังกดดันตนเองมากเกินไปอีกด้วย ดังนั้นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยเสริมแรงสองเทคนิคขั้นต้นได้ดีไม่แพ้กันก็คือการรู้จักเป็นคนง่าย ๆ กับชีวิตตลอดจนไม่เคอะเขินที่จะยื่นมือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้างเป็นครั้งคราวนั่นเอง⁣⁣⁣


สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับฟัง Podcast เนื้อหาเกี่ยวกับ Impostor Syndrome ผ่าน : A Cup of Culture EP403 มารู้จัก Impostor Syndrome กับอาการที่คนทำงานกว่า 82% ล้วนเคยเป็น

A Cup of Culture
———–
วัฒนธรรมองค์กร
Corporate culture
Organizational culture
.
.

Share to
Facebook
Twitter
LinkedIn
Search

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

Search