บทเรียนผ่านวิกฤติ Covid-19 ของบริษัทชั้นนำของจีน

ท่ามกลางวิกฤติ Covid-19 ที่ได้แพร่กระจายไปยังประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สถานการณ์ในประเทศจีนกลับทุเลาลง ภาคธุรกิจต่าง ๆ ก็เริ่มกลับมาฟื้นตัวและดำเนินงานได้เกือบปกติ คำถามที่น่าสนใจคือ “บริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นในประเทศจีนเขาทำอย่างไร?” ถึงสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และกลับมาดำเนินงานได้อย่างทันที บทความจาก Harvard Business Review โดย Martin Reeves ได้ทำการศึกษาประเด็นนี้ และสิ่งที่เขาพบคือ
.
.
.

1) มองไปข้างหน้า และปรับเปลี่ยนแผนอย่างรวดเร็ว
.
หลักคิดคือ เมื่ออยู่ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติ สิ่งท่ีต้องมีคือ “แผนรับมือ” จากเดิมที่กระบวนการทำงานปกติมีหลายขั้นตอนและซับซ้อน ก็ต้องถูกปรับเปลี่ยน ให้สั้น ให้กระชับ และรวดเร็วขึ้น ซึ่งจะพบได้ว่าผู้นำบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศจีนที่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว เขาก็จะมีแผนงานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วด้วย ยกตัวอย่างเช่น Master Kong บริษัทชั้นนำด้านการผลิตบะหมี่สำเร็จรูปในประเทศจีน ซึ่งบริษัทของเขาได้เผชิญกับสถานการณ์กักตุนสินค้า ทำให้สินค้าของเขาที่วางขายตามสโตร์ต่าง ๆ ขาดตลาด ทาง Master Kong มองไปถึงการเสียประโยชน์ของผู้บริโภครายอื่น ๆ ที่จะได้ซื้อสินค้าของเขา และเห็นโอกาสที่เขาจะสามารถขายสินค้าได้มากขึ้นด้วย เขาจึงปรับกลวิธีใหม่ ด้วยการใช้ระบบ O2O (online-to-offline) นั่นคือ การใช้ระบบออนไลน์เชื่อมต่อตรงกับผู้ค้ารายย่อยแทน โดยสามารถซื้อขายกันเองได้โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ขณะเดียวกันเขาก็เปิดช่องทางการขายออนไลน์ให้กับลูกค้าทั่วไปด้วย เป็นต้น
.
.
.

2) ผสมผสานกันระหว่าง Bottom-up และ Top-down
.
โดยปกติแล้วสายการบัญชาในองค์กรมักจะเป็นในรูปแบบ “ผู้บริหารสูงสุดสู่พนักงาน” หรือจากบนลงล่าง แต่พออยู่ในสถานการณ์พิเศษ ระบบการบริหารจากบนลงล่างก็ยังจำเป็นอยู่โดยเฉพาะในเรื่องการตัดสินใจในภาพใหญ่ แต่ขณะเดียวกันคนที่อยู่หน้างานก็ต้องได้รับอำนาจพิเศษในการตัดสินใจได้ด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท Huazhu ซึ่งบริหารเครือข่ายโรงแรมกว่า 6,000 แห่ง ใน 400 เมืองทั่วประเทศจีน  ได้ใช้ระบบแอพพริเคชั่นภายในองค์กรเชื่อมต่อตรงถึงพนักงานในเครือทุกคน เพื่อทำการส่งข้อมูลตรงจากส่วนกลางเพื่อป้องกันการผิดเพี้ยนของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นจากกระแสปากต่อปาก และยังเปิดโอกาสให้พนักงานส่งข่าวสารตรงถึงทีมบริหารส่วนกลางได้ด้วย เป็นต้น
.
.
.

3) ทำงานเชิงรุก
.
หลักคิดคือ เมื่อสถานการณ์ภายนอกวุ่นวาย สถานการณ์ภายในต้องไม่วุ่นวายไปด้วย และตัวปัญหาก่อความวุ่นวายเบอร์ 1 คือ “ความสับสนในข้อมูล” ฉะนั้น องค์กรจึงทำงานเชิงรุกด้วยการเป็นผู้ให้ข้อมูลต่าง ๆ แก่พนักงานเอง ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของสถานการณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจว่าองค์กรพร้อมจะสนับสนุนและดูแล โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างความชัดเจนและการเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงาน โดยเฉพาะในยุคสื่อสารออนไลน์ที่มีการปล่อยข่าวลวง การสร้างข้อมูลเท็จมากมาย อย่าเช่น เคสของ “Supor” บริษัทชั้นนำในการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องครัวต่าง ๆ เขารู้ดีเลยว่า ในช่วงสถานการณ์ที่วุ่นวายนี้ ปัญหาเบอร์ 1 ที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ “ความสับสนในข้อมูล” ฉะนั้น เขาจึงทำงานเชิงรุกด้วยการเป็นผู้ให้ข้อมูลต่าง ๆ แก่พนักงานเอง ไม่ใช่แค่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อตัวพนักงาน แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรอีกด้วย รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่าง ๆ ที่มองมายังองค์กรนี้ด้วย
.
.
.

4) โยกย้ายกำลังพล
.
สถานการณ์นี้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว บางแห่งจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานและปิดตัวชั่วคราว ซึ่งก็เกิดคำถามตามมาว่า “นี่เป็นวิธีจัดการที่ดีที่สุดหรือเปล่า?” ตัวอย่างการรวมตัวกันของธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม โรงภาพยนตร์ กว่า 40 แห่งในประเทศจีน แทนที่เขาจะใช้วิธีเลิกจ้าง เขากลับส่งพนักงานไปให้ธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้คนเยอะ ๆ ที่เร่งกำลังผลิตในช่วงนี้ ยืมตัวไปทำงานก่อน โดยหลักๆ ส่งคนไปให้ Hema ของ Alibaba Ele, Meituan, และ JD’s 7Fresh หรืออีกกรณีหนึ่งคือ บริษัทเครื่องสำอางค์ Lin Qingxuan ที่สถานการณ์บังคับให้ต้องปิดสาขากว่า 40% ของธุรกิจทั้งหมด แต่แทนที่เขาจะเลิกจ้างพนักงาน เขากลับเปลี่ยนพนักงานเหล่านั้นให้กลายมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์เครื่องสำอางค์และทำการขายผ่านช่องทางออนไลน์แอพพลิเคชั่น WeChat แทน ซึ่งปรากฏว่ายอดขายในเมืองอู่ฮั่น เพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน
.
.
.

5) เตรียมตัวเพื่อจะกลับมาได้เร็ว
.
จากการศึกษาและติดตามสถานการณ์ของรายงานชิ้นนี้ พบว่าเพียงแค่ 6 สัปดาห์หลังจากเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้น ธุรกิจร้านค้าต่าง ๆ ในประเทศจีนเริ่มฟื้นคืนกลับมาได้มากกว่า 73% แล้ว ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ กำลังเผชิญปัญหาหนักอยู่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในหัวข้อนี้คือ บริษัททัวร์ระดับพรีเมี่ยมยักษ์ใหญ่ แทนที่จะเลิกจ้างพนักงาน สิ่งที่เขาทำคือ ชวนพนักงานทุกคนมาฝึกอบรม ปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการอัพเกรดระบบไอที เพราะเมื่อถึงจุดที่สถานการณ์กลับมาปกติ ธุรกิจของเขาจะได้พร้อมติดปีกแซงชาวบ้านทันที
.
.
.

6) มองหาโอกาสท่ามกลางปัญหา
.
มีธุรกิจหนึ่งที่เติบโตขึ้นอย่างมากในประเทศจีนช่วงนี้ คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับซอฟแวร์ และธุรกิจด้านสุขภาพ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ทำสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ เห็นโอกาสในวิกฤตินี้ ทำการปรับพอร์ตเพิ่มเติมกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับ ซอฟแวร์ และสุขภาพ เข้าไปในกลุ่มสินค้าของตัวเอง หรืออีกกรณีของ Kuaishou บริษัทชั้นนำที่ทำเกี่ยวกับวิดีโอแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ไปจับมือกับโรงเรียน มหาลัย รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ ปรับรูปแบบการเรียนการสอนสู่ระบบ Online Cloud Classroom เพื่อแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในช่วงนี้ ซึ่งก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ขยายมากขึ้นไปอีกด้วย
.

ซึ่งทั้ง 6 ข้อ ที่ A Cup of Culture ได้รวบรวมมานี้ สามารถใช้เป็นไอเดียในการปรับรูปแบบธุรกิจของเราได้ในช่วงนี้ ซึ่งอาจจะทำให้เราได้ธุรกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมาในองค์กรก็เป็นได้
.
.
A Cup of Culture

Share to
Facebook
Twitter
LinkedIn
Search

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.