ถอดบทเรียนการสื่อสารที่ไม่ได้ความของ Elon Musk ถึงพนักงานทวิตเตอร์

เข้าซื้อทวิตเตอร์ได้ไม่ทันไร Elon Musk ก็สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ (ในแง่ลบ) กับพนักงานใหม่ของเขาทันที เพียงสัปดาห์เศษในฐานะซีอีโอคนใหม่ เขาปลดพนักงานไปแล้วทีเดียวกว่า 3,700 คน และเมื่อเร็ว ๆ นี้อีลอนก็ส่งอีเมลเวียนหาพนักงานในเวลาตีสองสามสิบเก้านาที ชนิดที่บรรดา leadership experts นิยามตรงกันว่าเป็นอีเมลทางการฉบับแรกจาก CEO ถึงลูกน้องที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา


พนักงานคนหนึ่งกล่าวว่า “ไม่รู้จริง ๆ ว่านี่เป็นความตั้งใจของอีลอน หรือเป็นเพราะอีโก้ของเขามันใหญ่เกินจนบดบังความสมเหตุสมผลในการปฏิบัติต่อผู้อื่นกันแน่”


แน่นอนว่าหากพูดถึงเรื่องความเฉลียวฉลาดและความเก่ง ไม่มีใครปฏิเสธว่าอีลอนนั้นอยู่ในระดับโลกหรือเกินมนุษย์ทั่วไปด้วยซ้ำ ถึงขนาดที่คุณ Dolly Singh อดีต Talent Chief ของ SpaceX ที่ทำงานกับอีลอนกว่าห้าปีกล่าวว่ามัสค์คือส่วนผสมของ Albert Einstein, Nikola Tesla, และ John D. Rocketfeller ชัด ๆ


อย่างไรก็ดี ทุกคนก็คงเห็นตรงกันอีกว่าทักษะเรื่องคนของอีลอนนั้นแย่เอามาก ๆ เข้าขั้นติดลบ เป็นที่ประจักษ์เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน วันนี้เราจะหยิบยกเหตุการณ์การส่งอีเมลเวียนหาพนักงานของทวิตเตอร์ล่าสุดมาถอดเป็นบทเรียนกันว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำและการสื่อสารทุกคนจึงเห็นตรงกันว่าสิ่งที่อีลอนทำนั้นจึงปราศจากซึ่งความสามารถในการสะท้อนถึงภาวะผู้นำโดยสิ้นเชิง


1. จั่วหัวอย่างไม่จริงใจ (An insincere introduction)


“Sorry that this is my first email to the whole company, but there is no way to sugarcoat the message” คือประโยคจั่วหัวอีเมลฉบับแรกของอีลอนซึ่งแปลได้ประมาณว่า ขอโทษที่อีเมลฉบับแรกของผมถึงทุกคนไม่สามารถเขียนให้ดูซอฟท์ลงกว่านี้ได้ ก่อนที่อีเมลฉบับดังกล่าวจะตามมาด้วยหลายประเด็นที่พาพนักงานตะลึงไปตาม ๆ กัน เช่น ให้พนักงานทุกคนทำงานให้หนักขึ้น ยกเลิกนโยบาย work from home ทั้งที่เพิ่งถูกประกาศให้เป็นนโยบายถาวรไปก่อนหน้านี้หมาด ๆ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Andrew Brodsky แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารภายในองค์กรกล่าวว่า ในฐานะ CEO และเจ้าของบริษัท คุณมีทางเลือกมากมายว่าจะสื่อสารออกไปอย่างไรเพื่อกำหนด mood and tone ของความสัมพันธ์กับพนักงาน การเปิดประโยคด้วยการกล่าวขอโทษแต่ตามมาด้วยคำสั่งเปลี่ยนแปลงกระทันหันยาวเหยียด ถ้ารู้สึกเสียใจจริง ๆ เนื้อความต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่มาอยู่ในอีเมลฉบับแรกอย่างแน่นอน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์กล่าว


2. เนื้อความที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง (An overly dark tone)


อีลอนกล่าวต่อว่า ฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึงอาจเรียกได้ว่าเข้าขั้น “หายนะ” และทวิตเตอร์ที่มีรูปแบบธุรกิจแบบพึ่งพารายได้ค่าโฆษณา (Ad-driven business model) มีความเสี่ยงเป็นสองเท่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวใด ๆ ก็มีโอกาสสูงมากที่ทวิตเตอร์จะไปไม่รอดเมื่อคลื่นวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่มาถึง


เอาจริง ๆ สิ่งที่อีลอนพูดก็ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด และหากพูดอย่างเป็นธรรม เมื่อองค์กรเผชิญหน้ากับวิกฤติ วิธีการสื่อสารที่ได้ผลดีที่สุดก็คือแบบตรงไปตรงมา (direct) อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผู้นำที่สื่อสารเป็นจะไม่ลืมสอดแทรกความเห็นอกเห็นใจ (compassionate) เข้าไปด้วย ในภาวะวิกฤติ ผู้นำที่ดีต้องสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้พนักงานขึ้นมาบ้าง คือไม่ต้องถึงกับขายฝันหรืออยู่ในวิมานที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ความรู้สึกปลอดภัยในระดับหนึ่งอย่างน้อยก็เป็นรากฐานสำคัญต่อความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อต้องคิดเปลี่ยนแปลงอะไรใด ๆ


3. เลือกประกาศอย่างเฉียบพลัน (An abrapt RTO announcement)


ถ้าหากคิดว่าเนื้อหาสาระของอีเมลที่กล่าวมาข้างต้นว่าแย่แล้ว การเลือกประกาศข้อความเหล่านั้นออกมาอย่างปัจจุบันทันด่วนไม่ทันให้ตั้งตัวก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก อีลอนประกาศยกเลิกนโยบาย remote work กับพนักงานทุกคนมีผลวันที่ 11 พฤศจิกายน 2022


การประกาศของอีลอนแสดงให้เห็นถึงการยึดเอาอำนาจและแนวทางที่ตนเองเชื่อเป็นที่ตั้งเหนือความเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงว่าทั้งรูปแบบ พฤติกรรม และวิถีชีวิตการทำงานได้เปลี่ยนไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิดที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วหากอีลอนมองเห็นความจำเป็นในการกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศจริง ๆ ก็สามารถเลือกวิธีการสื่อสารที่ต่างออกไปได้ บทความต้นฉบับเขียนว่า inspire them with deeper values คือโน้มน้าวพนักงานด้วยคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของคุณ เช่น การมาพบปะทำงานด้วยกันก่อนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้น่าดีกว่าในแง่ของการสื่อสารและบริหารจัดการ เป็นต้น


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Brodsky กล่าวเสริมว่าผู้นำที่ดีจะมุ่งเน้นพัฒนาความสัมพันธ์กับพนักงานในรูปแบบ exchange คือแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นซึ่งกันและกันมากกว่าชี้นิ้วสั่งให้ทำตาม


4. เลือกเวลาได้แย่ (Terrible timing)


และหากเชื่อว่าการสื่อสารแจ้งความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันด้วยโทนเนื้อหาที่สิ้นหวังว่าแย่ที่สุดแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่แย่ที่สุดขั้นกว่าที่เกิดขึ้นกับพนักงานของทวิตเตอร์กับการได้รับอีเมลฉบับแรกของอีลอนในครั้งนี้ คือ ทุกคนได้รับอีเมลตอนตีสองครึ่ง นี่คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจนจากอีลอนว่าเค้าเป็นพวกทำงานแบบ 24/7 และพนักงานทุกคนก็ต้องทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน


จดหมายฉบับเดียวที่ถูกส่งไปถึงพนักงานทุกคน มัสค์ทำตรงกันข้ามแทบทุกอย่างกับสิ่งที่ผู้นำที่ดีโดยเฉพาะในมิติที่ให้ความสำคัญกับเรื่องคนควรจะทำ จริงอยู่ที่เขาอาจเป็นคนที่เฉลียวฉลาดและเก่งที่สุดในโลกจนยากจะหาใครมาเทียบ แต่การเป็นผู้นำที่สุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมว่าคนรอบข้างพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันหรือไม่เลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่อีลอนทำด้วยความหวังที่จะช่วยทวิตเตอร์ให้รอดจากคลื่นลมทะเล อาจเป็นการจุดไฟเผาบ้านตัวเองจนวอดวายก่อนที่พายุจะมาถึงก็เป็นได้


A Cup of Culture
———–
วัฒนธรรมองค์กร
Corporate culture
Organizational culture
.
.

References:

https://www.fastcompany.com/90809471/the-email-elon-musk-just-sent-to-twitter-employees-is-a-masterclass-in-how-not-to-communicate

https://www.businessinsider.in/tech/news/elon-musk-is-a-combination-of-einstein-tesla-and-rockefeller-says-a-former-spacex-exec-but-even-his-mother-admits-no-one-wants-to-be-him/articleshow/94897624.cms

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-11-10/musk-s-first-email-to-twitter-staff-ends-remote-work

https://www.theverge.com/2022/11/10/23451498/elon-musk-twitter-email-employees


Share to
Facebook
Twitter
LinkedIn
Search

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

The Value Compass full report is ready for download. Thank for interesting in our free tools.

Search